ผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายของคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล

Category: มติ ครม.
Published on Wednesday, 08 July 2026 05:11
Hits: 255

 ผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายของคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภาและข้อสังเกต ข้อเสนอแนะของวุฒิสภาในการพิจารณาญัตติ เรื่อง ขอเสนอญัตติให้วุฒิสภา พิจารณาปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรม และการบังคับใช้กฎหมาย

 

Gov 5

     คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายของคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา และข้อสังเกต ข้อเสนอแนะของวุฒิสภาในการพิจารณาญัตติ เรื่อง ขอเสนอญัตติให้วุฒิสภาพิจารณาปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรม และการบังคับใช้กฎหมาย ตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

    กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ได้เสนอผลการพิจารณารายงานและข้อเสนอแนะ ซึ่งได้พิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ดังนี้

    1. รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายของคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา โดยสรุปผลการดำเนินการ จำนวน 2 ประเด็น ได้ดังนี้ 

ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ

 

ผลการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

1. ประเด็นความเหลื่อมล้ำและการเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง

1.1 ด้านการบริหารจัดการเรือนจำ

     แก้ไขปัญหาความแออัดในเรือนจำ พิจารณามาตรการทางกฎหมายและนโยบาย เพื่อลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ เช่น การใช้มาตรการที่ไม่ใช่การควบคุมตัวสำหรับคดีที่ไม่รุนแรง

     • ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในเรือนจำ จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรเพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ให้ถูกสุขลักษณะและเหมาะสมกับจำนวนผู้ต้องขัง

     • จัดการกับปัญหาผู้ต้องขังติดยาเสพติด ยกระดับสถานบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดภายในเรือนจำให้ได้มาตรฐาน

     • ส่งเสริมและสนับสนุนอาสาสมัครเรือนจำ พัฒนาบทบาทและเพิ่มจำนวนอาสาสมัครเรือนจำ

     • จัดตั้งแดนสำหรับผู้ต้องขังความผิดที่มีลักษณะกลุ่มเฉพาะ โดยคำนึงถึงบริบทความเท่าเทียม ความเหมาะสม และหลักสิทธิมนุษยชน

     • ปรับปรุงการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนและจดหมายของผู้ต้องขัง ดำเนินการอย่างโปร่งใสเป็นธรรม และรวดเร็ว

     • สธ. และกรมราชทัณฑ์ควรมีการเจรจา กับสถานทูตของประเทศต่าง ในการให้การดูแล รักษาพยาบาลผู้ต้องขังป่วยต่างชาติ

 

งานด้านทัณฑปฏิบัติ ดำเนินการแก้ไขปัญหาความแออัดภายในเรือนจำ โดยการพักการลงโทษและลดวันต้องโทษจำคุก เพื่อให้นักโทษเด็ดขาด ที่มีความประพฤติดีได้รับการปล่อยตัวสู่สังคมภายนอกภายใต้เงื่อนไขการคุมประพฤติ พร้อมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM)

งานด้านพัฒนาพฤตินิสัย มีการแก้ไขปัญหาความแออัดในเรือนจำ โดยการใช้มาตรการที่ไม่ใช่การควบคุมตัวสำหรับคดีไม่รุนแรง การทบทวนคดีที่ไม่ควรกำหนดโทษจำคุก และส่งเสริมการฟื้นฟูผู้กระทำผิด รวมถึงการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในเรือนจำให้ถูกสุขลักษณะและเหมาะสมกับจำนวนผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ต้องขังหญิงและผู้ต้องขังหญิงให้นมบุตร

งานด้านบริการทางการแพทย์ จัดบริการ ด้านการแพทย์และสาธารณสุขขั้นพื้นฐานแก่ผู้ต้องขังครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านการส่งเสริมสุขภาพ ด้านการป้องกันโรค ด้านการบำบัดรักษาและด้านการฟื้นฟูสุขภาพผู้ต้องขัง รวมทั้งได้จัดกิจกรรมอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขเรือนจำ (อสรจ.) เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลืองานด้านการแพทย์และสาธารณสุขเรือนจำและการให้บริการสาธารณสุขเบื้องต้น

ได้ดำเนินการตามประเด็นเรื่องร้องเรียนตามกฎกระทรวงการร้องทุกข์ การยื่นเรื่องราวใด ๆ หรือการทูลเกล้า ฯ ถวายฎีกาของผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 ประกอบระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการตรวจสอบจดหมาย เอกสาร พัสดุภัณฑ์ หรือสิ่งสื่อสารอื่น หรือสกัดกั้นการติดต่อสื่อสารทางโทรคมนาคม หรือโดยทางใด ๆ ซึ่งมีถึง หรือจากผู้ต้องขัง พ.ศ. 2561 อย่างเคร่งครัดแล้ว

1.2 ด้านบุคลากรและการบริการทางการแพทย์

     เพิ่มอัตรากำลังบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งแพทย์และพยาบาลในเรือนจำและทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์ให้เพียงพอต่อภาระงานและจำนวนผู้ต้องขัง

     พัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์จัดให้มีการฝึกอบรมเพิ่มเติมในสาขาที่จำเป็นและขาดแคลน

     จัดสรรงบประมาณและการจัดซื้อวัสดุ ยา และเวชภัณฑ์ในเรือนจำ ให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ต้องขังที่เพิ่มขึ้น

     สธ. ควรเข้ามามีส่วนร่วมและให้การสนับสนุนเพิ่มเติม จัดอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ในการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังในเรือนจำ

     สนับสนุนให้ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เปิดหลักสูตรอบรม/เรียนรู้ให้ผู้ต้องขังมีความรู้ความสามารถในงานด้านบุคลากรทางการแพทย์เพื่อให้บริการภายในเรือนจำ

     สร้างความร่วมมือกับโรงพยาบาลแม่ข่ายและโรงพยาบาลเฉพาะทาง พัฒนากลไกการส่งต่อ ผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

     ยกระดับระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ขยายผลการใช้ระบบ Telemedicine โดยเฉพาะในเรือนจำที่ห่างไกลหรือมีข้อจำกัด ด้านบุคลากร

     • กรมราชทัณฑ์ควรจัดให้มีเจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่พยาบาลวิชาชีพ ทำหน้าที่ทางธุรการเพื่อลดภาระของพยาบาลวิชาชีพในงานธุรการ

     • สธ. และกรมราชทัณฑ์ ควรร่วมกันกำหนดนโยบายที่ชัดเจนของระบบเครือข่ายในการส่งต่อผู้ต้องขังป่วย

     • ทบทวนการบังคับตรวจเชื้อ HIV ยกเลิกการบังคับตรวจและส่งเสริมการตรวจโดยสมัครใจ

 

• ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 กรมราชทัณฑ์ได้รับการจัดสรรอัตรากำลังข้าราชการตั้งใหม่ในตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 275 อัตราและปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงพยาบาลราชทัณฑ์แห่งที่สอง ซึ่งจะต้องขอรับการจัดสรร อัตรากำลังในสายงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

• กรมราชทัณฑ์ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสภาการพยาบาล จัดทำหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติในเรือนจำ

• ค่าใช้จ่ายทั้งค่ายา และวัสดุเวชภัณฑ์สถานพยาบาลเรือนจำได้รับการสนับสนุนจากโรงพยาบาลแม่ข่ายในฐานะเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการจัดบริการสุขภาพของ สธ.

สธ. กับกรมราชทัณฑ์ได้มีความร่วมมือกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ในการจัดทำแนวทางการพัฒนาระบบบริการสุขภาพผู้ต้องขังในเรือนจำ ตลอดจนการรับส่ง ต่อผู้ป่วยที่มีภาวะวิกฤตฉุกเฉิน

กรมราชทัณฑ์ได้ใช้ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ในเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ จำนวน 142 แห่ง

กรมราชทัณฑ์ได้กำหนดแนวทางให้เรือนจำทัณฑสถานสามารถระบุความประสงค์จัดจ้างลูกจ้างชั่วคราวจากเงินบำรุงโรงพยาบาลได้ (เจ้าพนักงานสถิติและนักวิชาการสาธารณสุข)

1.3 ด้านความโปร่งใสและการตรวจสอบ

     เพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและองค์กรอิสระ สนับสนุนให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและองค์กรภาคประชาสังคมสามารถเข้าถึงสถานที่ควบคุมตัวได้อย่างเต็มที่

     สอบสวนเหตุการณ์เสียชีวิตในที่คุมขังอย่างเป็นกลางและโปร่งใส กำหนดกลไกการสอบสวนที่เป็นอิสระจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

     พิจารณาการแต่งกายและการใช้เครื่องพันธนาการในห้องพิจารณาคดีทบทวนการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมให้เป็นไปตามหลักการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และไม่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

     ควรจัดทำระบบข้อมูลโดยใช้ระบบออนไลน์ในการรับและส่งตัวผู้ต้องขังเข้ารักษาในโรงพยาบาลภายนอก เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามสำหรับตำรวจหรือศาลในการติดตามคดี

 

กรมราชทัณฑ์อยู่ระหว่างการแก้ไขปรับปรุงระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยเครื่องแต่งกายสำหรับผู้ต้องขัง พ.ศ. 2538 โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปรับปรุงเครื่องแต่งกายสำหรับผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี

• เจ้าหน้าที่สามารถใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขังได้ ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 21 (เช่น มีพฤติการณ์ที่จะทำอันตรายต่อชีวิตของตนเองหรือผู้อื่น) การใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขังซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ผู้ต้องขังซึ่งมีอายุเกิน 60 ปี หรือผู้ต้องขัง ซึ่งเจ็บป่วย เจ้าพนักงานเรือนจำหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีหน้าที่ควบคุมต้องเห็นเป็นการจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องพันธนาการนั้นด้วย โดยให้ผู้สั่งใช้เครื่องพันธนาการ บันทึกเหตุผล หรือความจำเป็นที่ต้องใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขังนั้นไว้ด้วย ทั้งนี้ ในการใช้เครื่องพันธนาการในห้องพิจารณาคดีในศาล ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการพิจารณาการใส่เครื่องพันธนาการของผู้ต้องขังได้ตามความเหมาะสม

1.4 ด้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ

     ทบทวนและปรับปรุงกฎหมายและระเบียบ
ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ยังไม่สอดคล้อง กับข้อกำหนดสากลและหลักสิทธิมนุษยชน

     กำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและรัดกุม ในการตรวจค้นตัว การใช้เครื่องพันธนาการ การใช้กำลังและการลงโทษทางวินัย

     จัดทำมาตรฐานห้องควบคุมพิเศษในโรงพยาบาล กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกและสภาพแวดล้อมของห้องควบคุมพิเศษที่ใช้รักษาผู้ต้องขังในโรงพยาบาล

     กรมราชทัณฑ์ควรพิจารณาจัดทำระเบียบวิธีปฏิบัติในการอนุญาตให้ผู้ต้องขังออกไปรักษาตัวภายนอกเรือนจำ ให้มีความชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 

กรมราชทัณฑ์ได้ศึกษาทบทวนเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการปรับปรุงพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 รวมทั้งกฎกระทรวงและอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการจัดทำประมวลราชทัณฑ์เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานด้านราชทัณฑ์

2. ประเด็นความโปร่งใสและความรับผิดชอบของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม กรณีข้อกล่าวหาในกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

2.1 การกำหนดให้หน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนกรณีกล่าวหาในกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มีข้อเสนอเป็น 2 แนวทาง คือ

     1) อำนาจในการสืบสวนหรือไต่สวนเป็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งเท่านั้น เพราะเป็นการกระทำเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

     2) กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหน้าที่และอำนาจในการรับเรื่องไว้พิจารณาได้ ในประเด็นฐานความผิดฟอกเงินในส่วนของคดีอาญาตามบัญชีท้ายประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2565 โดยที่เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ที่ตัดอำนาจในการพิจารณาความผิดฐานฟอกเงิน

     2.2 การแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง .. 2560 ควรมีการแก้ไขให้เกิดความชัดเจนในประเด็นฐานความผิดที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งว่าควรอยู่ในหน้าที่ และอำนาจเด็ดขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือเห็นควรระบุให้ชัดเจนในกรณีที่หน่วยงานอื่นสามารถพิจารณาในประเด็นที่เกี่ยวข้องหรือที่สามารถเชื่อมโยงกันได้

 

• คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่เป็นไปตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 โดยมีอำนาจหน้าที่เฉพาะในส่วนของการพิจารณาการกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองเท่านั้นและการกระทำความผิดกรณีมีข้อกล่าวหาในกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง จึงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่หากการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง มีการกระทำความผิดตามกฎหมายอาญาอื่นร่วมอยู่ด้วยในลักษณะของความผิดต่างกรรมต่างวาระหน่วยงานอื่น เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ย่อมมีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนคดีในส่วนของการกระทำความผิดอาญาได้

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามที่ปรากฏในมาตรา 224 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มีความเหมาะสมแล้ว หากจะแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 โดยกำหนดให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสอบสวนสำหรับความผิดบทอื่นหรือเรื่องอื่นด้วย จะก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้งมีปัญหาด้านบุคลากรจำกัด ทำงานหลายหน้างานและยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่

 

 

          2. ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะของวุฒิสภาในการพิจารณาญัตติ เรื่อง ขอเสนอญัตติให้วุฒิสภาพิจารณาปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรม และการบังคับใช้กฎหมาย โดยสรุปผลการดำเนินการ จำนวน 2 ประเด็น ได้ดังนี้

 

ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ

 

ผลการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

1. ปัญหาการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ไม่โปร่งใสและไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยผู้ต้องขังบางคนได้รับสิทธิในการรับการรักษาพยาบาล ที่พิเศษกว่าผู้ต้องขังอื่น และในเรือนจำเกิดความขาดแคลนแพทย์และพยาบาล ซึ่งผู้ต้องขังควรมีสิทธิเข้าถึงการรักษาพยาบาล ที่ทุกคนพึงได้รับตามสิทธิแห่งการเป็นมนุษย์และได้รับการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานเช่นเดียวกับที่รัฐจัดให้กับประชาชนอื่น และจะต้องสามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็นโดยไม่คิดมูลค่าและไม่เลือกปฏิบัติ

 

สธ. ร่วมกับ ยธ. และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดทำบันทึกความร่วมมือเพื่อพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2562 โดย สปสช. ได้ทำการขึ้นทะเบียนสถานพยาบาลในเรือนจำทั้งภาครัฐและเอกชนให้เป็นหน่วยบริการปฐมภูมิในเครือข่ายของหน่วยบริการประจำหรือโรงพยาบาลในพื้นที่พร้อมทั้งลงทะเบียนบัตรทองให้ผู้ต้องขังที่มีสิทธิทั้งหมด

สธ. ร่วมกับ ยธ. และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องดำเนินการภายใต้โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดีเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยให้บริการตรวจ รักษาพยาบาลและการใช้ระบบแพทย์ทางไกลบริการทันตกรรม การดูแลส่งเสริมสุขภาพตามกลุ่มวัยและการคัดกรองสุขภาพจิตและจิตเวช

• การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยฝึกอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขในเรือนจำ ซึ่งเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำ

สธ. ร่วมกับกรมราชทัณฑ์ และเรือนจำเครือข่าย จัดระบบการส่งต่อผู้ต้องขังที่ป่วยในกรณีฉุกเฉินระหว่างโรงพยาบาลแม่ข่ายกับสถานพยาบาลเรือนจำโดยมีการจัดช่องทางพิเศษในทุกโรงพยาบาลแม่ข่าย

• ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการ รักษาพยาบาลโดยเชื่อมโยงข้อมูลบริการด้านสาธารณสุขบน Digital Health Platform ของ สธ. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน

• การจัดบริการสาธารณสุขในเรือนจำมีความครอบคลุมตามความจำเป็นพื้นฐานทั้งด้านร่างกายและจิตใจโดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน ไม่มีความเหลื่อมล้ำและไม่เลือกปฏิบัติ

2. ปัญหาการเข้าถึงระบบสาธารณสุขในสถานกักตัวของผู้ต้องกักชาวต่างชาติ ควรให้มีการยกระดับและปรับปรุงห้องกักตัว ห้องขังของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและแก้ไขความแออัดและเปิดช่องให้ผู้ถูกกักถูกส่งไป ยังประเทศที่ 3 อีกทั้งให้สิทธิผู้ถูกกักติดต่อบุคคลภายนอก สมาชิกครอบครัว ที่ปรึกษากฎหมายเจ้าหน้าที่สถานทูตต่าง ๆ และให้ผู้ถูกกักเข้าถึงบริการ ด้านสาธารณสุขตามสิทธิขั้นพื้นฐานมีการตรวจสุขภาพในห้องกักอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ในการดูแลผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมของไทยให้ดีขึ้น

 

• ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 สธ. ดำเนินการเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดระบบบริการตรวจและระบบหลักประกันสุขภาพสำหรับผู้ต้องขังที่มีปัญหาสถานะบุคคลและต่างด้าวในเรือนจำ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564จำนวน 16,000 คน ในอัตราค่าบริการจำนวน 2,619.18 บาทต่อคน โดยคำนวณในอัตราเทียบเท่ากองทุนคืนสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับบุคคลที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สถานะ คิดเป็นวงเงินรวม 40,374,240 บาท ทั้งนี้ สธ. มีข้อเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหากับหน่วยงานต่าง ๆ ในโอกาสต่อไปเช่น ควรพิจารณาแนวทางการขยายสิทธิกองทุนประกันสุขภาพบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิให้ครอบคลุมผู้ต้องกักกลุ่มเปราะบางทุกคน เพื่อขจัดปมการเลือกปฏิบัติ โดยมีการตรวจสุขภาพเชิงรุก จัดสรรงบประมาณสนับสนุนหน่วยงานปฏิบัติที่เพียงพอและกำหนดแนวทางการเบิกจ่ายงบประมาณที่ชัดเจน

(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 7 กรกฎาคม 2569 

 

g9

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100