พาณิชย์ นำทัพผลไม้ GI ลุยเจรจาธุรกิจที่จีน ปิดดีลขายทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ 500 ตัน
พาณิชย์ นำทัพผลไม้ GI ลุยเจรจาธุรกิจที่จีน ปิดดีลขายทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ 500 ตัน
กรมทรัพย์สินทางปัญญานำผู้ประกอบการผลไม้ GI ไทยลุยจีน เข้าร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับนำเข้า ผู้ค้าส่ง และผู้ประกอบการในตลาดค้าส่งผลไม้ฮุยจ่าน เพื่อสร้างโอกาสขยายตลาดสินค้า GI สู่ผู้บริโภคจีน ปิดดีลขายทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษได้ทันที 500 ตัน และมีโอกาสต่อยอดขายผลไม้ GI อื่นๆ หลังผู้บริหารตลาดเตรียมบินมาดูถึงไทย เผยยังได้เข้าพบหารือ 'หัวเหว่ย' เรียนรู้ใช้ AI ยกระดับบริการทรัพย์สินทางปัญญา
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้นำผู้ประกอบการสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของไทย เดินทางเยือนนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 6 สินค้า ได้แก่ ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) ทุเรียนจันท์ (จันทบุรี) และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก เข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง และผู้ประกอบการในตลาดจีนกว่า 16 ราย ณ ตลาดค้าส่งผลไม้ฮุยจ่าน เพื่อสร้างโอกาสขยายตลาดสินค้า GI ไทยสู่ผู้บริโภคจีน
โดยกิจกรรมครั้งนี้ สามารถต่อยอดผลลัพธ์ทางการค้าได้อย่างเป็นรูปธรรมทันที เมื่อผู้ประกอบการทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับตลาดฮุยจ่าน สำหรับการซื้อขายทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษล่วงหน้าจำนวน 500 ตัน และผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย ยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับคู่ค้าจีนเกี่ยวกับความต้องการของตลาด มาตรฐานการนำเข้า และแนวโน้มการบริโภคผลไม้คุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยต่อยอดการพัฒนาสินค้า ขยายช่องทางการจำหน่าย และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจเพื่อรองรับการส่งออกในระยะยาว โดยทางผู้บริหารตลาดฮุยจ่านมีกำหนดเดินทางมาเยือนประเทศไทยในช่วงต้นเดือน ก.ค.2569 เพื่อเยี่ยมชมแหล่งผลิตสินค้า GI ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจของภาคธุรกิจจีนที่มีต่อสินค้า GI ไทย และเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางการค้าในอนาคต
ทั้งนี้ ในช่วงการเข้าร่วมกิจกรรม นายหลิว เซียงเจี๋ย ผู้จัดการทั่วไปตลาดค้าส่งผลไม้ฮุยจ่าน ได้กล่าวต้อนรับคณะของกรม และผู้ประกอบการ GI ไทย พร้อมนำเยี่ยมชมการบริหารจัดการสินค้าภายในตลาด ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการนำเข้าและกระจายผลไม้ที่สำคัญของจีนตะวันออก ครอบคลุมนครเซี่ยงไฮ้ทุกเขต รวมถึงมณฑลเจ้อเจียง เจียงซู และอานฮุย อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวบรวมผลไม้นำเข้าจากหลายประเทศทั่วโลก ที่ปัจจุบันมีมูลค่าการซื้อขายกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี
ปัจจุบันไทยมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 260 รายการ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 116,253 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวมีสินค้า GI ในกลุ่มผลไม้ 118 รายการ หรือราว 45% ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้า GI ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า ยกระดับรายได้ของชุมชนและผู้ประกอบการในท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสินค้า GI ไทยในต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า และขยายโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยมีสินค้า GI ไทยจำนวน 11 รายการที่ได้รับความคุ้มครองใน 33 ประเทศ และมีสินค้า GI ไทย 3 รายการที่สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน (CNIPA) อยู่ระหว่างพิจารณาคำขอ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ มหาสารคาม และศรีสะเกษ) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) และมะขามหวานเพชรบูรณ์
นางอรมน กล่าวว่า กรมและคณะ ยังได้เดินทางไปยังบริษัท หัวเหว่ย เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ระบบคลาวด์ และนวัตกรรมดิจิทัลในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงแนวทางการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการภาครัฐ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และการพัฒนาระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการให้บริการแก่ประชาชน
ตลอดจนหารือแนวทางความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยเฉพาะการตรวจสอบคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตร รวมทั้งการให้บริการข้อมูลและให้คำปรึกษาแก่ประชาชนในอนาคต
ในการหารือครั้งนี้ กรมได้รับฟังแนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาของบริษัท ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมีบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) กว่า 114,000 คน จากพนักงานทั้งหมดกว่า 213,000 คน และมีการลงทุนด้าน R&D กว่า 192,300 ล้านหยวน หรือคิดเป็น 21.8% ของรายได้รวมของบริษัท พร้อมถือครองสิทธิบัตรมากกว่า 165,000 ฉบับทั่วโลก
โดยในปี 2567 บริษัทหัวเหว่ยยังเป็นผู้ยื่นคำขอสิทธิบัตรระหว่างประเทศภายใต้สนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (Patent Cooperation Treaty: PCT) มากที่สุดในโลก จำนวน 6,600 คำขอ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตทางธุรกิจ ซึ่งเป็นแนวทางที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบนิเวศด้านนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาของไทย
กรมทรัพย์สินทางปัญญา นำสินค้า GI ไทยบุกเซี่ยงไฮ้ จับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าจีน ขยายตลาดผลไม้ GI คุณภาพสู่ผู้บริโภคแดนมังกร พร้อมหารือหัวเว่ย ใช้ AI ยกระดับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขยายโอกาสทางการค้าและผลักดันสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) ของไทยสู่ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยนำผู้ประกอบการ GI ไทยเดินทางเยือนนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าผลไม้ ณ ตลาดค้าส่งผลไม้ฮุยจ่าน สร้างโอกาสขยายตลาดสินค้า GI ไทยสู่ผู้บริโภคจีน
โดยปิดดีลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษได้ทันที 500 ตัน พร้อมเตรียมต่อยอดความร่วมมือทางการค้าในอนาคต นอกจากนี้ ยังได้หารือกับบริษัท หัวเหว่ย เทคโนโลยี จำกัด บริษัทชั้นนำระดับโลก ในประเด็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ มุ่งต่อยอดศักยภาพสินค้า GI สู่โอกาสทางการค้าและการส่งออก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ยกระดับรายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทย และผลักดันสินค้าเกษตรที่มีอัตลักษณ์และคุณภาพโดดเด่นให้เข้าถึงตลาดผู้บริโภคระดับพรีเมียมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีศักยภาพสูงสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพจากประเทศไทย
ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 260 รายการ และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 116,253 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวมีสินค้า GI ในกลุ่มผลไม้ 118 รายการ หรือราว 45% ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้า GI ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า ยกระดับรายได้ของชุมชนและผู้ประกอบการในท้องถิ่น
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสินค้า GI ไทยในต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า และขยายโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยจำนวน 11 รายการที่ได้รับความคุ้มครองใน 33 ประเทศ และมีสินค้า GI ไทย 3 รายการที่สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน (CNIPA) อยู่ระหว่างพิจารณาคำขอ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ มหาสารคาม และศรีสะเกษ) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) และมะขามหวานเพชรบูรณ์
นางอรมน กล่าวว่า ที่ผ่านมาผลไม้ไทยได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในตลาดจีน โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด มะพร้าวน้ำหอม และมะม่วง ซึ่งเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคจีนให้การยอมรับในด้านคุณภาพและรสชาติ อย่างไรก็ดี การนำเสนอสินค้าผ่านกลไก GI ยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก เนื่องจากสินค้า GI มีจุดเด่นด้านอัตลักษณ์ แหล่งกำเนิด และคุณภาพเฉพาะถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของสินค้า
การเข้าร่วมกิจกรรม ณ ตลาดฮุยจ่านในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดแสดงสินค้าเท่านั้น แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้พบปะและเจรจากับผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง และผู้กระจายสินค้ารายสำคัญของจีนโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเข้าใจความต้องการของตลาด และมีโอกาสต่อยอดไปสู่ความร่วมมือทางการค้าในอนาคต
สำหรับ กิจกรรม ณ ตลาดค้าส่งผลไม้ฮุยจ่าน นายหลิว เซียงเจี๋ย ผู้จัดการทั่วไปตลาดค้าส่งผลไม้ฮุยจ่าน ได้กล่าวต้อนรับคณะกรมทรัพย์สินทางปัญญาและผู้ประกอบการ GI ไทย พร้อมนำเยี่ยมชมการบริหารจัดการสินค้าภายในตลาด ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการนำเข้าและกระจายผลไม้ที่สำคัญของจีนตะวันออก ครอบคลุมนครเซี่ยงไฮ้ทุกเขต รวมถึงมณฑลเจ้อเจียง เจียงซู และอานฮุย อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวบรวมผลไม้นำเข้าจากหลายประเทศทั่วโลก ที่ปัจจุบันมีมูลค่าการซื้อขายกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ กรมฯ ได้ใช้โอกาสดังกล่าวในการนำเสนอศักยภาพและอัตลักษณ์ของสินค้า GI ไทยแก่ผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง และผู้ประกอบการในตลาดจีน เพื่อสร้างการรับรู้และต่อยอดโอกาสทางการค้าให้แก่สินค้า GI ไทย โดยนำ 6 สินค้า GI จาก 6 จังหวัด ได้แก่ 1) ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ 2) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) 3) มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี 4) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) 5) ทุเรียนจันท์ (จันทบุรี) และ 6) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าและเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าสินค้าจากจีนกว่า 16 ราย
โดยกิจกรรมครั้งนี้สามารถต่อยอดผลลัพธ์ทางการค้าได้อย่างเป็นรูปธรรมทันที เมื่อผู้ประกอบการทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับตลาดฮุยจ่าน สำหรับการซื้อขายทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษล่วงหน้าจำนวน 500 ตัน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับคู่ค้าจีนเกี่ยวกับความต้องการของตลาด มาตรฐานการนำเข้า และแนวโน้มการบริโภคผลไม้คุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยต่อยอดการพัฒนาสินค้า ขยายช่องทางการจำหน่าย และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจเพื่อรองรับการส่งออกในระยะยาว
โดยทางผู้บริหารตลาดฮุยจ่านมีกำหนดเดินทางมาเยือนประเทศไทยในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อเยี่ยมชมแหล่งผลิตสินค้า GI ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจของภาคธุรกิจจีนที่มีต่อสินค้า GI ไทย และเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางการค้าในอนาคต
ภายหลังกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจสินค้า GI ไทยกับผู้นำเข้าสินค้าจีน อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และคณะ ยังได้เดินทางไปยังบริษัท หัวเหว่ย เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกเพื่อหารือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ระบบคลาวด์ และนวัตกรรมดิจิทัลในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงแนวทางการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการภาครัฐ
การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และการพัฒนาระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการให้บริการแก่ประชาชน ตลอดจนหารือแนวทางความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยเฉพาะการตรวจสอบคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตร รวมทั้งการให้บริการข้อมูลและให้คำปรึกษาแก่ประชาชนในอนาคต
ในการหารือครั้งนี้ กรมฯ ยังได้รับฟังแนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาของบริษัท ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมีบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) กว่า 114,000 คน จากพนักงานทั้งหมดกว่า 213,000 คน และมีการลงทุนด้าน R&D กว่า 192,300 ล้านหยวน หรือคิดเป็น 21.8% ของรายได้รวมของบริษัท
พร้อมถือครองสิทธิบัตรมากกว่า 165,000 ฉบับทั่วโลก นอกจากนี้ ในปี 2567 บริษัทหัวเหว่ยยังเป็นผู้ยื่นคำขอสิทธิบัตรระหว่างประเทศภายใต้สนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (Patent Cooperation Treaty: PCT) มากที่สุดในโลก จำนวน 6,600 คำขอ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตทางธุรกิจ ซึ่งเป็นแนวทางที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบนิเวศด้านนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาของไทย
นางอรมน กล่าวทิ้งท้ายว่า การหารือในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกที่ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้วยงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทย และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว














