CREDIT ผู้ถือหุ้นธนาคารไทยเครดิต มีมติอนุมัติจ่ายปันผล 0.98 บาท ตอกย้ำความเชื่อมั่น-ฐานะการเงินสุดแกร่ง
CREDIT ผู้ถือหุ้นธนาคารไทยเครดิต มีมติอนุมัติจ่ายปันผล 0.98 บาท ตอกย้ำความเชื่อมั่น-ฐานะการเงินสุดแกร่ง
ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT ประสบความสำเร็จในการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ไปเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตรา 0.98 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงินปันผลจ่ายทั้งสิ้นกว่า 1,210.14 ล้านบาท การลงมติในครั้งนี้ถือเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและแรงสนับสนุนจากนักลงทุนที่มีต่อศักยภาพการบริหารงานและการเติบโตที่แข็งแกร่งสวนสภาวะเศรษฐกิจของธนาคารไทยเครดิตอย่างต่อเนื่อง
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) แสดงความเชื่อมั่นในการดำเนินงานว่า การอนุมัติจ่ายเงินปันผลในระดับดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้นที่ให้ความไว้วางใจในการดำเนินธุรกิจของธนาคาร แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดและระดับเงินกองทุนที่มั่นคงและแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี และสินเชื่อรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักที่ธนาคารมีความเชี่ยวชาญ เป็นจุดแข็งที่ธนาคารสามารถสร้างส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ในระดับที่โดดเด่นมาโดยตลอด ภายใต้การบริหารจัดการความเสี่ยงที่รัดกุมเพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างมีคุณภาพและสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นทุกคน
ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามมติที่ประชุม ธนาคารได้กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นี้ ธนาคารไทยเครดิตพร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าไมโครเอสเอ็มอีและรายย่อยและสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอให้แก่ผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง ตามปรัชญาธนาคาร “Everyone Matters ทุกคนคือคนสำคัญ”

ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน)CREDIT ประกาศผลการดำเนินงานใน 1Q/2569 สร้างสถิติกำไรสุทธิแตะ 1,164.7 ล้านบาท เติบโต 29.0% จากปีก่อน พร้อมโชว์อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สูงถึง 17.3% สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจแม้อยู่ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย การเติบโตดังกล่าวมีปัจจัยสำคัญจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อรวม ซึ่งเพิ่มขึ้น 3.8% จากปลายปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากสินเชื่อในทุกกลุ่มธุรกิจหลักที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารมีกำไรต่อหุ้น อยู่ที่ 0.94 บาท แสดงถึงประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและความสามารถในการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างยั่งยืน เป็นผลจากโมเดลธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นของบริษัท และการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพ
ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารสามารถลดผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ได้ถึง 29.7% จากปีก่อน อันเป็นผลจากการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการ Quick Big Win และ SME Credit Boost ส่งผลให้คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน
โดยอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (Gross NPLs Ratio) คงที่ในระดับต่ำที่ 4.2% แม้อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) จะปรับลดลงตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารยังคงสามารถรักษาระดับ NIM ให้อยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแกร่งที่ 7.0% สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารต้นทุนทางการเงินและโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT เปิดเผยว่า “ธนาคารไทยเครดิตยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างเข้มงวด ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ตสินเชื่อและต้นทุนทางการเงิน เพื่อตั้งรับกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก”
“พร้อมกันนี้ ธนาคารอยู่ระหว่างการยกระดับระบบปฏิบัติการของธนาคารสู่แพลตฟอร์มธนาคารดิจิทัลแบบครบวงจร (Full Digital Banking Platform) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับปริมาณธุรกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด และเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารความเสี่ยงในระยะยาว”
นอกจากนี้ ธนาคารไทยเครดิตยังมุ่งพัฒนาองค์กรสู่การเป็นสถาบันการเงินที่ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย เพื่อสร้างโอกาสทางการเงินอย่างทั่วถึง เท่าเทียมและเป็นธรรม และสนับสนุนให้ลูกค้ามีความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
“ผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้สะท้อนถึงความสำเร็จในการผสานการเติบโตทางธุรกิจเข้ากับการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน”นายรอยย์ กล่าวเสริม














