วิทยากร เปิดแผนงานปี 69 ลุยดูแลสินค้าเกษตร นำร่อง'ทุเรียน-ข้าว' ลดค่าครองชีพ

Category: พาณิชย์
Published on Saturday, 31 January 2026 08:03
Hits: 528

เปิดแผนงานปี69วิทยากร เปิดแผนงานปี 69 ลุยดูแลสินค้าเกษตร นำร่อง'ทุเรียน-ข้าว' ลดค่าครองชีพ
      วิทยากร เปิดแผนดูแลสินค้าเกษตร ค่าครองชีพ ปี 69 จัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรสินค้าตัวสำคัญ พร้อมทำแผนดูแลล่วงหน้า ทั้งก่อนฤดู ช่วงออกมาก และระยะกลาง ยาว เตรียมลุยทุเรียน วางแผนแก้แรงงานเก็บเกี่ยว เส้นทางโลจิสติกส์ และกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ส่วนข้าว ลุยเชื่อมโยงตลาด ปิ๊งทำข้าวกล่องราคาถูก 35 บาท ขายผ่านตู้กด ขยายตลาดข้าวประณีต เข้าสู่โรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน เล็งจับมือตลาด ส่งสินค้าจำเป็นขายผ่านรถพุ่มพวง จัดเมนูธงฟ้าขายในตลาดสด และลุยธงฟ้าต่อเนื่อง
     นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรสำคัญ ปี 2569 ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์ม ทุเรียน มังคุด ลำไย หอมแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม โดยได้คาดการณ์ช่วงผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดไว้ครบทุกรายการแล้ว และยังได้เตรียมแผนรับมือล่วงหน้าไว้ 3 ช่วง คือ ก่อนฤดูการเก็บเกี่ยวจะเริ่ม ช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก และมาตรการระยะกลางและยาว เพื่อดูแลสถานการณ์ราคาให้กับเกษตรกร
     โดยสินค้าที่กำลังเร่งทำแผนรับมือ คือ ทุเรียน เพราะผลผลิตกำลังจะออกสู่ตลาด และเดือน เม.ย.-พ.ค.2569 จะออกมากที่สุด โดยปีนี้คาดการณ์ผลผลิต 1.78 ล้านตัน เป็นทุเรียนภาคตะวันออก 1.06 ล้านตัน ภาคใต้ 7.2 ล้านตัน ได้เริ่มแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นฤดูกาล คือ การหาแรงงานทดแทนแรงงานกัมพูชา การเข้มงวดเรื่องสารตกค้าง ทั้ง BY2 และแคดเมียม การเตรียมตู้คอนเทนเนอร์รองรับ การประสานด่านชายแดนที่จะส่งทุเรียนเข้าจีน และยังได้เตรียมแผนรับมือช่วงรอยต่อทุเรียนภาคตะวันออกและใต้ที่จะออกมาชนกันช่วงเดือน มิ.ย.2569 โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมเรื่องล้ง หากบริหารจัดการไม่ดี จะฉุดราคาทุเรียนใต้ช่วงต้นฤดูกาลได้
      นอกจากนี้ ยังได้เตรียมการเรื่องการขนส่งทุเรียนไปจีน ผ่านเส้นทาง R8 R12 R9 ต้องประสานไม่ให้มีการติดขัดหน้าด่าน โดยเฉพาะเส้นทางผ่านจากไทย สปป.ลาว และเวียดนาม เพราะไม่ใช่แค่ทุเรียนไทย ที่จะส่งเข้าจีน แต่ยังมีทุเรียนเวียดนามที่ปีนี้คาดว่าผลผลิตจะออกมากถึง 2 ล้านตัน ที่จะส่งไปแข่งด้วย ส่วนเส้นทาง R3A จากไทยผ่านสปป.ลาวเข้าคุนหมิง ไม่น่าจะมีปัญหา จะผลักดันเข้าสู่จีนตอนกลาง และจีนตะวันตก และมีแผนที่จะเปิดตลาดใหม่อย่างตะวันออกกลาง ที่จะเน้นการขายทุเรียนแช่แข็ง ทำเป็นเหมือนไอติม ซึ่งเท่าที่หารือและนำไปจัดแสดง ตลาดให้การตอบรับดี
      ขณะเดียวกัน มีแผนที่จะโปรโมตเพื่อกระตุ้นการบริโภคทุเรียนไทย ทั้งการจัดเทศกาลวันทุเรียนไทย การสร้างความเชื่อมั่นในการส่งออกทุเรียนตู้แรกเข้าสู่จีน รวมทั้งกระตุ้นการบริโภคในประเทศให้เพิ่มขึ้นจากเดิม ที่มีสัดส่วน 25% ส่งออก 75% โดยตั้งเป้าบริโภคในประเทศ 5 แสนตัน ส่งออก 1.28 ล้านตัน โดยจะร่วมมือกับตลาดค้าส่ง นำทุเรียนกระจายไปยังตำบล อำเภอที่ห่างไกล เชิญอินฟลูเอนเซอร์ มาไลฟ์สดขายทุเรียนที่ตลาด การจัดกิจกรรมโปรโมตให้กับนักท่องเที่ยวได้รู้จักและบริโภคทุเรียนไทย เป้าหมายจีน อินเดีย รัสเซีย เกาหลีใต้ และร่วมมือกับห้างในพื้นที่ ๆ มีนักท่องเที่ยวมาก จัดกิจกรรมกระตุ้นการขาย
      สำหรับ สินค้าข้าว ได้จัดทำแผนรับมือ โดยในส่วนของข้าวหอมมะลิ ไม่มีปัญหาด้านราคา แต่จะสนับสนุนให้เกษตรกรเก็บข้าวไว้รอขาย ไม่จำเป็นต้องขายทันทีที่เก็บเกี่ยว และจะช่วยผลักดันใช้ช่องทางของร้านอาหาร Thai SELECT เป็นช่องทางจำหน่าย ส่วนข้าวขาว ข้าวหอมปทุม และข้าวเหนียว มีมาตรการช่วยชะลอการขาย เชื่อมโยงผู้ประกอบการข้าวถุง และช่วงผลผลิตออกมาก จะเข้าไปเปิดจุดรับการ เร่งระบายข้าวถุงผ่านหน่วยราชการ ปั๊มน้ำมัน ธงฟ้า และไอเดียใหม่ กำลังร่วมมือกับผู้ประกอบการทำข้าวกล่องราคาประหยัดจำหน่ายผ่านตู้อัตโนมัติ
      “ตอนนี้คุยกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยแล้ว เรื่องข้าวกล่องไม่มีปัญหา กับข้าวไม่มีปัญหา จะทำใส่ถุง ลักษณะเป็นถุงสีเงิน ๆ พอคนกดซื้อ ก็เอาไปอุ่นแล้วรับประทาน ส่วนตู้กด ก็คุยกับหลาย ๆ เจ้า ทุกคนเห็นด้วย กำลังเวิร์กกันอยู่ ตั้งเป้าขายที่กล่องละ 35 บาท คาดว่า เดือน ก.พ.2569 น่าจะรู้ผล ถ้าทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ ก็ไปหาวิธีอื่น”
     นอกจากนี้ มีแผนที่จะช่วยลดต้นทุนผ่านโครงการธงเขียว จำหน่ายปุ๋ยแคมีและปัจจัยเกษตรราคาประหยัด ช่วยวิเคราะห์ดินให้เหมาะกับการปลูกพืช แก้ไขกฎระเบียบนำเข้าเมล็ดพันธุ์เพื่อให้เอกชนทำได้เร็วขึ้น ส่งเสริมการแปรรูปข้าวไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม เช่น เครื่องสำอาง เครื่องดื่มสุขภาพ ผลักดันปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวไปปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น กล้วยหอม อะโวคาโด ทำสัญญาระหว่างโรงสี ชาวนา ปลูกข้าวและรับซื้อ
      ขณะเดียวกัน จะเดินหน้าผลักดันข้าวประณีต เข่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวคุณลักษณะพิเศษ ข้าวสี ข้าว GI โดยจะสร้างการรับรู้ทั้งในและต่างประเทศ โดยร่วมมือกับมาสเตอร์เซฟ สายการบิน ในการโปรโมต เชื่อมโยงเข้าสู่โรงแรมและร้านอาหาร ผลักดันเป็นของขวัญเชิงสุขภาพ และจะเดินหน้าพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวประณีต ที่มีอยู่และรวบรวมมาแล้ว 300 สายพันธุ์ จำนวน 200 กลุ่ม โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มช่วยเหลือ กลุ่ม 1 มีความพร้อมผลิต ตลาด ได้มาตรฐาน จะช่วยหาตลาด ผลักดันส่งออก กลุ่ม 2 มีข้าว แต่ยังไม่ตรงตามความต้องการตลาด จะช่วยพัฒนาหีบห่อ แบรนด์ การตลาด และกลุ่ม 3 มีข้าว ตั้งใจผลิตข้าว แต่ไม่รู้จะเดินต่อยังไง จะเข้าไปช่วยไปสอน
      นายวิทยากร กล่าวว่า สำหรับ มาตรการดูแลค่าครองชีพ นอกเหนือจากการจัดธงฟ้าราคาประหยัด และร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า ในการจัดลดราคาสินค้าตามเทศกาลต่าง ๆ ยังจะร่วมมือกับตลาดค้าส่งค้าปลีก ตลาดสด ในการส่งสินค้าไปขายผ่านรถพุ่มพวง ที่แต่ละตลาดมีอยู่แล้ว โดยจะร่วมมือนำสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพไปจำหน่าย เช่น น้ำมันพืช ไข่ไก่ น้ำตาลทราย และนำสินค้าเกษตรช่วงผลผลิตออกมาก เช่น ผัก ผลไม้ ไปจำหน่ายด้วย
     ทั้งนี้ ยังมีแผนร่วมมือกับตลาดสด ส่งเสริมให้เพิ่มเมนูพิเศษ เป็นเมนูธงฟ้า เป็นอาหารตามฤดูผลผลิตที่ออกสู่ตลาดมากในช่วงนั้น เช่น ไข่ไก่ ก็จะเป็นเมนูไข่ลูกเขย ไข่พะโล้ หรือช่วงหมู ก็จะเป็นเมนูหมูต่าง ๆ โดยคุยเจ้าของตลาดแล้ว ทุกรายสนใจ เพราะช่วยดึงดูดคนเข้าตลาด และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้บริโภคด้วย
     สำหรับ การจัดงานธงฟ้า จะปรับรูปแบบเป็นสินค้าที่เข้ามาร่วม ต้องเป็นสินค้าราคาประหยัดจริง ๆ และจะใช้เป็นเวทีช่วยเหลือผู้ประกอบการ และเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ อย่างที่ผ่านมา ก็เรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา หรือช่วงสินค้าเกษตรล้นตลาด และยังจะร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำแฟรนไชส์ มาจัดแสดงและจำหน่าย เพื่อเปิดโอกาสให้คนซื้อไปสร้างอาชีพ ส่วนโครงการธงเขียว จะเดินหน้าขายปุ๋ยและปัจจัยเกษตรราคาถูก เพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกร
     ส่วนโครงการสุขกายสบายกระเป๋า จะเดินหน้าเฟส 2 ต่อ โดยกรมได้ทำผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนแล้ว ส่วนใหญ่เห็นด้วย เพราะช่วยลดภาระค่าครองชีพในด้านการรักษาพยาบาลและซื้อยานอกโรงพยาบาลได้จริง โดยเฟส 2 จะขยายผลไปยังผู้ประกันบุคคล ที่จะเปิดให้เลือกซื้อยานอกโรงพยาบาลได้ และจะเข้าไปดูโครงการเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ให้ราคาเหมาะสม และเปิดให้ซื้อนอกโรงพยาบาลได้ด้วย

ดูแลสินค้าเกษตรพาณิชย์ วางแผนบริหารจัดการการค้าภายในประเทศ เน้นเชิงรุก ดูแลสินค้าเกษตร–ค่าครองชีพ–ผู้ประกอบการ รับมือเศรษฐกิจผันผวน ปี 2569
       กรมการค้าภายใน เดินหน้าบริหารจัดการการค้าภายในประเทศเชิงรุก ปี 2569 วางแผนดูแลสินค้าเกษตรทุกชนิด เตรียมแคมเปญส่งเสริมภาพลักษณ์ 'ข้าว' และ 'ทุเรียน' ควบคู่มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาและยกระดับมูลค่าสินค้า พร้อมดูแลค่าครองชีพประชาชนผ่านโครงการธงฟ้า และ'สุขกาย สบายกระเป๋า' เฟซ 2 เสริมโอกาสผู้ประกอบการและกระจายรายได้สู่ฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม
       นายวิทยากร มณีเนตร เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของกรมการค้าภายใน ปี 2569 ว่า กรมฯ วางกรอบการทำงานเชิงรุกในการบริหารจัดการการค้าภายในประเทศ โดยมุ่งดูแลครบทั้ง เกษตรกร ประชาชนผู้บริโภค และผู้ประกอบการ เพื่อสร้างสมดุลให้ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศเดินหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความไม่แน่นอนทางการค้า และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง
      อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า “ปี 2569 เป็นปีที่มีความท้าทายหลายด้าน อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในได้เตรียมแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตรทุกตัว โดยเริ่มจากสินค้าเกษตรสำคัญ 10 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด ลำไย หอมแดง หอมหัวใหญ่ และกระเทียม โดยกำหนดมาตรการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก ได้แก่ ช่วงก่อนฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการตลาดและการบริหารจัดการผลผลิตล่วงหน้า ช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดหรือออกในปริมาณมาก เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ลดแรงกดดันด้านอุปทาน

     และเร่งการระบายผลผลิตอย่างเหมาะสม และมาตรการสนับสนุนด้านอื่นๆ อาทิ การลดต้นทุนการผลิต การจัดหาและสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร การพัฒนาและส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการแปรรูป และการขยายช่องทางการตลาด
      สำหรับ สินค้าที่มีการพูดถึงและได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วนมากเป็นพิเศษในปีนี้ คือ 'ข้าว' และ'ทุเรียน'เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีปริมาณผลผลิตสูง และมีผลต่อภาพรวมตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ กรมฯ จึงได้เตรียมมาตรการบริหารจัดการเชิงรุกทั้ง ข้าว ที่เน้นบริหารเชิงโครงสร้าง สร้างสมดุลตลาด ยกระดับรายได้ชาวนา โดยปีนี้ ประเทศไทยมีผลผลิตข้าวอยู่ที่ประมาณ 23.04 ล้านตันข้าวสาร ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 23.50 ล้านตันข้าวสาร โดยกรมเตรียมมาตรการด้านตลาดข้าวที่เหมาะสมตรงกับตลาดที่มีศักยภาพรองรับผลผลิต

     โดยข้าวหอมมะลิ จะมุ่งเพิ่มมูลค่าให้เกษตรกร จากราคาข้าวเปลือกปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับราคา 13,000–14,000 บาทต่อตัน ให้สามารถขยับขึ้นเป็น 17,000–18,000 บาทต่อตัน ผ่านการบริหารจัดการตลาดเพื่อดึงรายได้ส่วนต่างให้กลับมาอยู่ในมือชาวนามากขึ้น ขณะที่ ข้าวขาว ซึ่งมีปริมาณอยู่ในระบบจำนวนมาก กรมฯ จะใช้มาตรการตั้งแต่ช่วงเริ่มเก็บเกี่ยว อาทิ การชะลอการนำผลผลิตออกสู่ตลาด การส่งเสริมการแปรรูป

      และการลดต้นทุนการผลิตผ่านการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อช่วยพยุงราคาและลดภาระต้นทุนให้เกษตรกร พร้อมกับมาตรการด้านการตลาดโดยการดึงปริมาณข้าวในระบบ นำมาทำข้าวถุง รวมถึงการนำข้าวมาจัดทำเป็นข้าวกล่องพร้อมกับข้าว จำหน่ายให้แก่ประชาชนในราคาประหยัด เพื่อบรรเทาค่าครองชีพด้วย
     นอกจากนี้ กรมฯ ยังให้ความสำคัญกับ ข้าวกลุ่มประณีต ซึ่งครอบคลุมข้าวกล้อง ข้าวอินทรีย์ และข้าวคาร์บอนต่ำ โดยได้รวบรวมสายพันธุ์ข้าวมากกว่า 300 สายพันธุ์ และ คัดเลือกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่สามารถพัฒนาและทำข้าวประณีตได้ จำนวน 200 กลุ่ม แบ่งตามระดับความพร้อมทางการตลาด เพื่อสนับสนุนทั้งกลุ่มที่พร้อมทำตลาดต่างประเทศ กลุ่มที่มีสินค้าแล้วแต่ยังต้องเสริมศักยภาพด้านบรรจุภัณฑ์และการตลาด และกลุ่มที่ยังต้องพัฒนาการแปรรูป ที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้พาผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวประณีตเข้าร่วมงาน Gulfood 2026 ณ ดูไบ เพื่อเปิดตลาดและสร้างการรับรู้ข้าวมูลค่าสูงของไทยในตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับความสนในเป็นอย่างมาก

      นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า “สำหรับ ทุเรียน ในปี 2569 ประเทศไทยมีผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมประมาณ 1.5 ล้านตัน โดยในช่วง 5–10 ปีที่ผ่านมา มีการขยายพื้นที่ปลูกของเกษตรกร ทำให้ปีนี้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1.78 ล้านตัน โดยกรมฯ เตรียมแผนบริหารจัดการอย่างรอบด้าน ได้บูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อรับมือกับความท้าทายสำคัญ ทั้งด้านแรงงาน การขนส่งและตู้คอนเทนเนอร์ ความรวดเร็วในการส่งออก มาตรฐานคุณภาพและการตรวจสอบสารตกค้างตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า การแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง

     รวมถึงความทับซ้อนของฤดูกาลผลิตระหว่างภาคตะวันออกและภาคใต้ โดยปีนี้ กรมการค้าภายใน เตรียมแผนขยายตลาดทุเรียนผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว สมาคมโรงแรมและภัตตาคาร ตลาดค้าปลีกค้าส่ง และจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์ทุเรียนไทยให้เป็นผลไม้คุณภาพที่นักท่องเที่ยวต้องมาสัมผัส ซึ่งจะช่วยต่อยอดการบริโภคในประเทศและขยายโอกาสทางการค้าในระยะต่อไป
      นายวิทยากร กล่าวว่า ”ในด้านการดูแลค่าครองชีพของประชาชน กรมการค้าภายในได้เริ่มตั้งแต่กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังได้เดินหน้ามาตรการดูแลค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าและอาหารที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม โดยกรมฯ จะดำเนินโครงการบรรเทาค่าครองชีพ'สุขกาย สบายกระเป๋า' เฟซ 2 ซึ่งจะขยายการลดราคาประกันสุขภาพและดูแลราคาเวชภัณฑ์ ควบคู่กับการปรับบทบาทกิจกรรม ธงฟ้า ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น

      โดยปรับแนวคิดจากการเน้น'ราคาถูก' ไปสู่ 'ฉลาดซื้อ ฉลาดใช้' เน้นสินค้าราคาประหยัดที่มาพร้อมคุณภาพและความคุ้มค่า พร้อมกันนี้ กิจกรรมธงฟ้ายังทำหน้าที่เป็น เวทีช่วยเหลือผู้ประกอบการ ที่ประสบปัญหาขาดพื้นที่จำหน่ายสินค้า อาทิ ผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบบริเวณชายแดน หรือจากสถานการณ์อุทกภัย รวมถึงการเชื่อมโยง สินค้าเกษตรจากนอกแหล่งผลิต มาจำหน่ายควบคู่กัน เพื่อช่วยกระจายผลผลิต ลดปัญหาสินค้ากระจุกตัวในพื้นที่ผลิต และเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่เกษตรกร พร้อมทั้งร่วมกับเครือข่ายรถพุ่มพวง เพื่อกระจายสินค้าจำเป็นให้เข้าถึงชุมชนมากยิ่งขึ้น
      “ปี 2569 กรมการค้าภายในจะเดินหน้าทำงานเชิงรุก ทั้งการรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร การยกระดับมูลค่า และการดูแลค่าครองชีพ เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการได้รับประโยชน์และความเป็นธรรมทางการค้า”อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าว

 

Click Donate Support Web 

SME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100CKPower 720x100

QIC 720x100วิริยะ 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100ใจฟู720x100px